CHROMATICA: DANCE THROUGH THE PAIN !

หากราชินี Madonna มี Confession on a Dance Floor และองค์หญิง Kylie Minogue มี Fever เป็นคัมภีร์แห่งตำนานเพลงแดนซ์แล้ว “Chromatica” ก็คืออัลบั้มมาสเตอร์พีซแห่งยุคของเจ้าแม่มอนสเตอร์ “Lady Gaga” ที่จะเนรมิตฟลอร์ให้ลุกเป็นไฟได้อย่างร้อนแรงเช่นกัน

สำหรับอัลบั้มใหม่ในรอบ 4 ปีของ เลดี้ กาก้า แล้ว ขอบอกเลยว่าระดับเธอไม่มีคำว่า “ธรรมดา” แน่นอน เริ่มด้วยซิงเกิ้ลแรกของอัลบั้ม “Stupid Love” ที่ถูกปล่อยออกมาชิมลางตั้งแต่ช่วงเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ก็ทำเอาเหล่าสาวกได้ว้าวกับลุคส์ใหม่ของอัลบั้มในแนว Futurepunk ผสมผสานกลิ่นอายของอะนิเมะของฮีโร่สาวในยุค 90s ซึ่งได้แฟชั่นไดเร็คเตอร์คู่ใจอย่าง “Nicola Formichetti” ที่เคยร่วมงานกันในอัลบั้ม The Fame, Monster และ Born This Way กลับมาอีกครั้ง รวมถึงแนวเพลงแดนซ์ที่แปลกหูแต่ทรงพลังด้วยไลน์ดนตรีและเนื้อหาที่จัดจ้านและน่าสนใจกว่าที่เป็นมา

จนกระทั้งมาถึงพรีเมียร์ซิงเกิ้ลที่สอง “Rain On Me” เมื่อช่วงกลางเดือนที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นเพลงที่จะต้องถูกบันทึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์วงการเพลงป๊อบถึงการร่วมงานกันเป็นครั้งแรกกับนักร้องสาวดาวเด่น “Ariana Grande” ที่ทำให้เพลงเฮาส์บีทสวยได้กล่มกล่อมขึ้นไปอีก กลายเป็นเพลงที่ทั้งติดหูและสุดไอคอนนิค

และในที่สุดอัลบั้มเต็มก็ถูกปล่อยออกมาในช่วงเที่ยงคืนของวันศุกร์ที่ผ่านมา ซึ่งเมื่อเราได้ฟังแล้วก็ต้องทำตาลุกวาวด้วยความปลื้มใจที่กำลังจะได้คอมโบ้เพลงแดนซ์คุณภาพชุดใหญ่เตรียมตอนรับในวันที่คลับเต้นรำจะกลับมาเปิดอีกครั้งในเร็ววันนี้ เริ่มตั้งแต่ความปราณีตในการสร้างสรรค์ Interlude ของเจ้าแม่สกอร์หนังไซไฟ “Morgan Kibby” เพื่อขั้นแบ่งไตรภาคของอัลบั้ม เริ่มจาก “Chromatica I” ที่เสกบรรยากาศแบบอาวองการ์ดส่งต่อไม้ให้กับเพลงเด่นเปิดอัลบั้ม “Alice” ที่สุดแสนจะทรงพลังด้วยซินธิไซเซอร์ที่ตึ๊บแน่นกับท่อนบริดจ์แบบโรบอทที่ทำเอาเราหวนนึกถึงยุคทองของเพลงเฮาส์เสียงสังเคราะห์ขึ้นมาเลยทีเดียว “Free Women” ก็เป็นอีกหนึ่งแทร็คเฮาส์สไตล์ 90s ที่โดดเด่นด้วยภาคดนตรีที่แสนคุ้นเคยแต่สดใหม่ด้วยการหยอดความเป็นกาก้าเข้าไปได้อย่างน่ามหัศจรรย์

มาถึงองก์สอง “Chromatica II” ที่เปิดด้วยดนตรีออเคสตร้าอย่างยิ่งใหญ่อลังการแต่กลับถูกตัดด้วยแทรคสุดขี้เล่นอย่าง “911” ได้อย่างเฉียบขาด บอกเลยว่าเราถึงกับร้องอุทานออกมาอย่างสุดเสียงถือเป็นการเซอไพรซ์คนฟังได้อย่างสุดไฮป์ !! อีกทั้งแทร็คนี้ยังทำให้เราได้เหมือนย้อนกลับไปในยุครุ่งเรื่องถึงขีดสุดของเธอใน The Fame กับเพลงป๊อบย่อยง่ายแต่เคี้ยวมันด้วยมิติทางดนตรีฝีมือโปรดิวเซอร์หนุ่มน้อย “Madeon”

ต่อกันด้วยอีกหนึ่งซิงเกิ้ลเด่นประจำภาคนี้ที่จะไม่พูดถึงก็คงผิดสำหรับ “Sour Candy” เพลงที่จะกลายเป็นอีกหนึ่งตำนานกับการร่วมงานกับสุดยอดวงเกิร์ลกรุ๊ปขวัญใจมหาชนจากเกาหลี “BLACKPINK” ที่สามารถจบรวบความเข้มข้นไว้ได้ในระยะเวลาสองนาทีครึ่งด้วยดนตรีดีพเฮาส์สุดคูลและเทคนิคการร้องที่สุดแสนจะมีสีสันของสมาชิกทั้งสี่ของวงและตัวกาก้าไว้ได้อย่างลงตัว

ปิดองก์นี้ด้วย “Replay” ดิสโก้เฮาส์ที่คละคลุ้งกลิ่นเอเชียนสไตล์ฮ่องกงได้อย่างทรงเสน่ห์

มาถึงภาคสุดท้ายของมหากาพย์ “Chromatica III” กับซาวด์เปิดที่เหมือนรวมทั้งองก์แรกและองก์ที่สองเข้าไว้ด้วยกันทั้งความยิ่งใหญ่และน่าตื่นเต้นเพื่อเปิดตัวอีกหนึ่งแทร็คพิเศษ “Sine From Above” ที่ได้ร่วมงานกับระดับตำนานผู้ผ่านมาถึงสี่ทศวรรษแห่งวงการดนตรีอย่าง “Elton John” กับเพลงที่รวมไว้ทั้งจังหวะอิเล็กทรอนิกส์แดนซ์อันมึนเมาและดรัมแอนด์เบสของฮิตในยุค 90s ที่ถูกนำกลับมาทำใหม่ในมิกซ์แบบร่วมสมัยฝีมือการโปรดิวซ์ของ “Axwell” ได้อย่างหนักหน่วงเหมือนโดนฮุคหมัดให้สลบคาเพลงนี้ตรงท่อนจบไปเลย

จบการเดินทางท่องห้วงจักรวาลแห่งโครมาติก้าด้วยแทรคสไตล์โว้ค “Babylon” ด้วยเทคนิคการรัวร้องคลอด้วยคอรัสกอสเปลในภาคดนตรีแบบยุคต้น 90s เป็นการปิดอัลบั้มได้อย่างน่าจดจำ เรียกได้ว่าเต้นกันตั้งแต่ต้นจนหยดสุดท้าย เหมือนกับที่เจ้าตัวเคยให้คำสัญญากับแขกผู้ร่วมเดินทางในครั้งนี้ไว้ว่า “เวลาที่เราเศร้าไม่จำเป็นจะต้องจมอยู่กับเพลงเศร้าเสมอไป แต่เราจะผ่านมันไปด้วยเพลงแดนซ์และพลังแห่งการเต้นไปด้วยกัน” !

protmotions